Sunday, January 22, 2012

Jan 5-7, 2012 : Memorable Chiang Rai (4)

เช้ามืดวันที่สอง เรามีนัดกับรถ(กะบะ)ของภูชี้ฟ้าลอร์ดตีห้าครึ่ง พี่หนุ่มกับไอดินเบี้ยว บอกว่าหนาวและขอนอนต่อ ม๊าก้อเซ็งนิดหน่อยนะเพราะอยากให้ไอดินได้เห็นบรรยากาศสมกับที่นั่งรถมาทั้งวัน แต่ก้อคิดซะว่ามาเที่ยวด้วยกันก้อต้องให้มีความสุขทุกคน ใครอยากทำไร ทำโลดดดด สตรีหลายวัยห้าคนก้อเลยปีนขึ้นท้ายรถกะบะ นั่งฝ่าหมอกทึบและลมหนาวเหน็บ ไม่อยากจะเชื่อว่า อุณหภูมิแค่สิบหน่อยๆ เอง ทำไมหนาวขนาดนี้(วะ) นั่งรถหน้าชาไปราวเจ็ดกิโลเมตร ก้อถึงตีนภูชี้ฟ้า แวะซื้อกาแฟและโอวัลตินกินกันแก้หนาว มีรถขึ้นมาหลายคันและนักท่องเที่ยวก็เริ่มเดินขึ้นภูแล้ว พวกเราซื้อไฟฉายเล็กสองกระบอก เพื่อใช้ส่องทางเดิน เช้านี้หมอกหนามาก และอากาศก้อชื้นมากจนพื้นทางเดินเปียกนิดๆ ต้องคอยบอกเตือนระวังลื่นกันตลอดทาง ทางขึ้นภูชี้ฟ้าชันพอควร และต้องเดินขึ้นไป 750 เมตรจึงจะถึงจุดชมวิว พวกเราเดินกันพอเหงื่อซึม ตอนนี้ม๊าเลยเริ่มรู้สึกดีใจที่ไอดินไม่มาด้วย เพราะอาจจะต้องฟังคำบ่นตั้งแต่ร้อยเมตรแรก หุหุ





ม๊าขอชื่นชมความอดทนของปันดา เดินไปเรื่อยๆ พร้อมผู้ใหญ่ ไม่มีบ่นเรื่องเหนื่อย มีแต่บอกว่าหนาว โชคดีแม่หน่อยเอาหมวกสตอเบอรี่มาคลุมหัว และแก้มให้ มีคนหลายสิบคนยืนรออยู่แล้วตรงจุดชมวิว ตอนนี้หกโมงจะครึ่งแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังคงขี้เกียจ ไม่มีทีท่าจะโผล่หน้ามาให้เราเห็น แต่เราก้อได้ชื่นชมกับหมอกหนาและลมเย็นสะท้านเป็นระยะๆ ปันดาโชคดี ได้ลมพัดแรงหนึ่งวูบ เปิดให้เห็นหน้าผาภู เลยชี้ฟ้าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกส่งให้ป๊าได้ตามคำสัญญา แม่แอนก้อได้รูปต้นไม้ ใบหญ้า สนเขา ถึงจะไม่ได้เห็นทะเลหมอกอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะฝนตกมาสองสามวันและอากาศชื้นมาก แต่ก้อได้ภาพม่านหมอกที่ถูกใจมาหลายภาพ



อ้อ..พวกเราเห็นตรงกันว่าทั้งดอยผาตั้งและภูชี้ฟ้า เค้าเลือกทำห้องน้ำตรงมุมที่สวยเชียว แต่ต้องอดทนกับกลิ่นและความสะอาดพอควร เฮ้อ..คนไทยน่าจะให้ความสำคัญเรื่องนี้และคิดถึงคนอื่น(ที่มาใช้ต่อ)มากขึ้นอีกนิดนะ


แม่หน่อยกับสตอเบอรี่ที่ซื้อมาจากดอยผาตั้งเมื่อวาน กินของสดแล้วชื่นจายยยยยย..




พวกเราเช็คเอ้าท์ประมาณเก้าโมงเช้า และมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองเชียงราย ตอนผ่านแถวแม่สรวยช่วงสิบเอ็ดโมง เราเจอข้าวหลามตั้งเป็นซุ้มๆ ขายริมถนน พวกเราบอกน้าโชติจอดดดดหน่อยค่า ได้ชิมข้าวหลามใส่งา อร่อยเหาะ มื้อเที่ยงแม่หน่อยแนะนำให้แวะทานข้าวที่สวนจริณรีสอร์ท กินอาหารอร่อยริมแม่น้ำกก ตบท้ายด้วยพายสารพัดแบบอร่อยมั่กๆ เสียดายไม่มีรูปอาหารเพราะมัวแต่กิน เอิ๊กๆๆ ดูรูปสองสาวน้อยตอนรออาหารไปแทนละกัน


จากนั้นเราก้อไปเยี่ยมชมวัดร่องขุ่น พี่แก้ว แม่หน่อยและคุณยายขอนั่งพักตรงมุมช้อปปิ้งเพราะเคยมาแล้ว สองสาวเลยพาพ่อหนุ่มแม่แอนไปเดินชมสถาปัตยกรรมวิจิตรศิลป์แทน เดินผ่านร้านกาแฟ เจออาจารย์เฉลิมชัยนั่งคุยกับแขกของท่านอยู่ เราก้อยิ้มให้ยกมือไหว้ ท่านก้อรับไหว้ยิ้มรับบอกเสียงดัง "เชิญเลยๆๆ" เราเข้าไปไหว้พระและร่วมทำบุญในโบสถ์ พร้อมกับชื่นชมความงามของภาพเขียน และงานปั้นตระการตา ถูกใจที่ปลาในสระรอบโบสถ์ของอาจารย์ยังเป็นสีขาวเลยอ่ะ วันนั้นเมฆขาว และฟ้าสีฟ้าจัด ยิ่งขับให้วัดร่องขุ่นดูงามตระการยิ่งขึ้นไปอีก อีกอย่างที่ประทับใจก้อคือแกลเลอรี่รวบรวมภาพเขียนของอาจารย์ตั้งแต่สมัยเด็ก วัยรุ่น จนกระทั่งมีชื่อเสียง ได้เห็นภาพที่มีลายพระหัตถ์ในหลวงที่ขอให้แก้ไขงานเพื่อออกแบบตราที่ระลึกให้กับคณะแพทย์พยาบาลแล้วก้อทึ่งปนตื้นตันใจว่าพระองค์ท่านไม่มองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ วันนี้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ




สองสาวทำบุญโยนเหรียญให้สัมพะเวสี
ไอดินทำบุญร่วมเขียนใบโพธิ์เงินเป็นที่ระลึก
บ่ายแก่ๆ เราไปเที่ยวไร่แม่ฟ้าหลวง ได้ชื่นชมสวน ต้นไม้ร่มรื่น และอาคารไม้ต่างๆ ที่รวบรวมไม้จากบ้านเก่าๆ หลายๆ หลัง ที่คหบดีและประชาชนชาวเชียงรายได้ร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายแม่ฟ้าหลวง เด็กๆ ได้รับข้อมูลทั้งสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ล้านนา ได้ชมพิพิธภัณฑ์แม่ฟ้าหลวง เห็นของเก่า และงานศิลป์เก่าๆ ก้อชื่นใจแทนคนพื้นเมือง ที่ยังสามารถอนุรักษ์ความดีงามเหล่านี้ไว้ได้






เย็นวันนี้ เราเข้าเช็คอินที่เลอเมอริเดียนเชียงราย ได้อัพเกรดห้องขึ้นเป็น Oversize มองเห็นวิวสระน้ำและแม่น้ำกก มีเวลานั่งเล่นริมระเบียงนิดหน่อย (เพราะตั้งใจจะไปเดินเล่นไนท์บาร์ซาร์ต่อ) สบายกายใจจัง น้าโชติเข้ามารับเราตอนใกล้ๆ หกโมง เพื่อไปกินข้าวและเดินเล่นแถวหอนาฬิกาใหม่ที่ออกแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย (อีกแล้วคับทั่น) ทุ่มนึงก้อได้ดูโชว์แสงสีของหอนาฬิกาประกอบเสียงเพลง "เชียงรายรำลึก" ... ณ ราตรีหนึ่ง ยังตรึงซึ้งใจ เชียงรายฟ้าแจ่ม ....ฟ้าก้อแจ่มเป็นใจเพราะพระจันทร์เต็มดวงซะด้วย ไอดินน่ะบอกชอบมากจนอยากให้ม๊ามาซื้อบ้านอยู่เชียงรายอีกหลัง อื้ม...รวยจิ๊งงง!! อ้อ..เรื่องอาหารห้ามลืมพูดถึง ไส้อั่วอร่อยมั่กๆ แถวๆ หอนาฬิกา จำชื่อร้านไม่ได้แล้วอ่ะ แอนกับพี่หนุ่มฟาดกันไปครึ่งกิโล (เท่านั้นเอ๊งงงง) ส่วนปันดา แม่หน่อย พี่แก้วและคุณยายไปกินข้าวต้มปลาแทน พวกเราตบท้ายด้วยน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ยักษ์จิ้มสังขยา ร้านโทนิว ยังๆๆๆ ยังไม่หมด ตบท้ายอีกทีที่ไนท์บาร์ซาร์บัวลอยไข่เค็ม และบัวลอยไอศครีมของป้าอ้วน พวกเราไม่ค่อยถนัดไข่เค็มในของหวาน แต่บัวลอยไอศกรีมโอเคเลยค่า คืนนี้อิ่ม อร่อย นอนสบายยย


บัวลอยป้าอ้วนจ้า เอาสองกระทงค่ะคุณยาย






























Jan 5-7, 2012 : เชียงรายรำลึก (3)




กินข้าวเที่ยงกันเสร็จ เดินทางต่อเข้าเมืองเชียงของ เพื่อจะผ่านไปยังดอยผาตั้ง นั่งชมวิวแม่น้ำโขงสวยมั่กๆๆ แต่บอกสารถีให้จอดถ่ายรูปไม่ทันซักกะที ได้แต่บันทึกความงามไว้ในใจ ฝันว่าจะล่องเรือแม่น้ำโขงไปเที่ยวหลวงพระบางซักทริปนึงท่าจะดี กำลังจะผ่านเมืองเชียงของ แอนกับคุณหน่อยได้ยินเสียงกึงๆๆ ดังมาจากช่วงล่างของรถทางด้านหลัง พอจอดรถลงไปดู ก้อเจอแจ็คพ็อตเล็กๆ ยางแบนแต๊ดแต๋ซะแร้วววว โชคดีจุดจอดอยู่ไม่ไกลจากอู่ซ่อมรถ และอากาศไม่ค่อยร้อน ก้อเสียเวลาเปลี่ยนยางราวครึ่งชั่วโมง พบว่ายางมันโดนหินบาดจนทะลุ













เสร็จจากเหตุการณ์ระทึกเล็กๆ น้าโชติรีบเหยียบคันเร่งทำเวลาให้ถึงดอยผาตั้งตามเป้าหมายราวสามโมงแก่ๆ ไม่คิดว่าจะได้เห็นดอกพญาเสือโคร่ง(ซากุระเมืองไทย) สีชมพูตัดกับสีฟ้าสวย ก้อเลยตื่นเต้นถ่ายรูปกันหลายแชะ
















ชมพูจัดจ้า กับฟ้าสีสดใส....







จำชื่อหุบผานี้ไม่ได้ล่ะ พี่แก้วข้ามเส้นแบ่งเขตแดนไทยลาว เข้าไปเหยียบลาวโดยไม่ได้รับอนุญาต หุหุ

















ภาพเซ็ตนี้ตั้งชื่อว่า "When blue feels so wonderful....."























ไม่อยากจะเชื่อสายตา บนดอยผาตั้งก้อมีโรตี-ชาชัก!!

อร่อยซะด้วย ขอบอกกกก... ฟาดกันไปเจ็ดอันได้มั้ง ซักถามกันได้ความว่าเจ้าของเคยไปทำงานร้านโรตีนายหัวที่เดอะมอลล์ท่าพระ ก้อเลยได้สูตรความอร่อยติดตัวไปเปิดร้านที่ดอยผาตั้งซะเรยยย





จบวันแรกด้วยแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันที่ดอยผาตั้ง

สวยมากกกกกกกกกก....สวยแล้ว สวยอีก น้าโชติโดนพวกเราขอให้จอดรถถ่ายรูปเป็นระยะๆๆ พี่แอนชมจนพี่แก้วบอกว่า แก้วไม่รู้จะชื่นชมอะไรแระ เพราะพี่แอนแย่งพูดไปหมดแร้ว ถ้าอยากดูรูปที่สวยกว่านี้ ต้องไปขอดูที่พี่แก้วจ้า














Jan 5-7, 2012 : เชียงรายรำลึก (2)

ช่วงสายๆ พวกเราเดินทางถึงสามเหลี่ยมทองคำ (Golden Triangle) บรรดานักเดินทางเริ่มรู้สึกร่างกายขาดสารกระตุ้น แม่หน่อยก้อเลยเลี้ยงกาแฟสด และชาเย็นที่หวานสุดใจ แต่พวกเราก้อไม่ท้อ ยังตั้งใจจะหากาแฟสดและชาเย็นอร่อยๆ กินให้ได้!!






เรายืนมองวิวฝั่งลาว เห็นเค้าพัฒนาเป็นคาสิโน มีหอการแสดงดีไซน์เก๋ และปรับภูมิทัศน์ให้ดูสวยขึ้น ทีแรกผู้ใหญ่(โดยเฉพาะพี่หนุ่ม)ก้อตัดสินใจกันว่าจะไม่ข้ามไปล่ะ เรือมันดูเล็กๆ นั่งได้ลำละไม่เกินห้าคน เทียบกับแม่น้ำโขงที่ช่างกว้างใหญ่ แต่ในที่สุดพี่หนุ่มก้อทนเสียงรบเร้าว่า "ป๊า...หนูอยากนั่งเรือไปเที่ยวเมืองนอก" ไม่ไหว ก้อเลยเช่าเรือบ้านละหนึ่งลำๆ ละห้าร้อยบาท เพื่อไปชมสามเหลี่ยมทองคำใกล้ๆ และข้ามไปเที่ยวตลาดลาว เรือหางยาวขับได้หวาดเสียวมาก แต่ยัยไอดินชอบมาก หัวเราะชอบใจตลอดทาง โดยเฉพาะตอนที่เห็นเราทำท่าปอดแหก อย่าหวังว่าม๊าจะกลับไปอีกนะ


ปันดาโชว์บัตรผ่านเข้าประเทศลาว Immigration เค้าเป็นซุ้มไม้ไผ่เล็กๆ ดูบ้านๆ ดิบๆ ดี เจ้าหน้าที่ยิ้มๆ ที่ได้ยินเราแซวเด็กๆ ว่าจะปล่อยให้อยู่เมืองนอกถาวรดีกว่า
ตลาดลาวตรงนี้ไม่ค่อยมีสินค้าที่น่าสนใจเท่าไหร่ ส่วนมากเป็นกระเป๋าก้อปปี้ คงได้มาจากเมืองจีน(อีกน่ะแหละ) แต่ก้อได้ของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ กลับมาทุกคน












สามคนพ่อแม่ลูก หน้าป้ายสามเหลี่ยมทองคำ ลูกได้รู้ว่าเรามาอยู่ที่จุดบรรจบของสามประเทศ ไทย ลาว และพม่า ได้เล่าประวัติคร่าวๆ ให้เด็กๆ ฟัง แต่ก้อตัดสินใจไม่ไปพิพิธภัณฑ์ฝิ่น เพราะอาจจะถึงภูชี้ฟ้าค่ำเกินไป ซึ่งจะทำให้ขับรถลำบาก


















สาวไทยและสาวเวียตนาม(ที่ตามมาจากตลาดลาว อิอิ)




























แวะกินข้าวมื้อเที่ยงที่ร้าน "ริมโขง" ตรงใกล้ๆ กับท่าเรือข้ามไปตลาดลาวและคาสิโน ผัดผักและปลาทอดน้ำปลาอร่อยและเค็มดี หุหุ พี่หนุ่มสั่งปลาคังผัดฉ่าให้ลองชิม คุณหน่อยและพี่แก้วบอกก้อพอโอเคพี่ แต่ไม่เอาอีกแล้วนะ เอิ๊กๆๆ กินข้าวดูวิวแม่น้ำโขงที่เริ่มแห้งไปบ้างจนวัวฝูงใหญ่สามารถเดินข้ามน้ำได้ บรรยากาศประมาณทุ่งซาฟารีที่แอฟริกาใต้ ที่เคยดูใน UBC






















































































































































































Jan 5-7, 2012 : เชียงรายรำลึก (1)

เช้าวันแรก..

ทริปนี้วางแผนกันยาวมากกกกก ซื้อตั๋วโปรโมชั่นแอร์เอเชียและจองห้องโรงแรมไว้ตั้งแต่กลางปีที่แล้วนู่นแน่ะ บ้านปันดาใจถึงกล้าตัดสินใจไปเที่ยวด้วยกันตามคำชวน(เชื่อ)ของเรา อิอิ พอใกล้ถึงวันจริงพี่เล็ก(คุณพ่อปันดา)เจอแจ็คพ็อตเคลียร์คิวงานไม่ได้ เลยกล่อมพี่แก้วไปแทน ได้ยินเสียงบ่น...ทริปนี้มีแต่เด็ก สตรี และคนชรา พี่แก้วลืมไปอ่ะว่ามี(พี่)หนุ่มรูปหล่อ(แบบไม่แสดงออก)ไปด้วยอีกคน เอิ๊กๆๆ





เรานัดเจอกันก่อนหกโมงที่สนามบินเพื่อโหลดกระเป๋า สาวน้อยสองคนตื่นเต้นคุยกันจ้อ ไม่มีทีท่าง่วงนอน ไอดินบอกไอดินตื่นตีห้า เป็นเวลาที่บ้านปันดาออกจากบ้านเล้ยยย แม่หน่อยค้อนเล็กน้อยเพราะบ้านอยู่นนทบุรีนู่นแน่ะ เครื่องออกตรงเวลา ถูกและดีจ้า...ได้ภาพอาทิตย์เปิดฟ้าตอนเจ็ดโมงกว่าๆ ประเดิมทริปนี้






น้าโชติ สารถีของเราจากบริษัทฯ เชียงรายเอกชัย มารอรับที่สนามบินตรงเวลาพร้อมกับรถตู้คอมมิวเตอร์สภาพค่อนข้างใหม่ เราคุยเส้นทางกันคร่าวๆ ว่าคืนนี้จะนอนภูชี้ฟ้า และพรุ่งนี้นอนในเชียงราย น้าโชติก้อนำทัพพาพวกเรามุ่งหน้าเชียงแสน จุดแรกน้าโชติพาแวะไหว้พระที่วัดเจดีย์หลวง พวกเราประทับใจกับบรรยากาศวัดเก่าประดับด้วยของใช้และเครื่องบูชาบรรยากาศล้านนาที่มีทั้งความงามและความละเมียดละไม ถูกใจตั้งแต่ชะลอมสังฆทาน ตุง ดอกไม้บูชากำเล็กๆที่ห่อใบอะไรซักอย่าง ยันที่ปักธูปเทียนดอกไม้ที่ทำจากไม้และมีลวดลายสวยงาม แถมมีเปิดเพลงเสียงสะล้อซอซึงของทางเหนือได้บรรยากาศสบายๆ เคล้าอากาศเย็นๆ ก่อนขึ้นรถ เด็กๆ เค้าอุดหนุนภาพโปสการ์ดสีน้ำและสีเทียนที่ทำจากเด็กๆ อายุ 7-12 ปี เป็นโครงการศิลปะที่ทางวัดสนับสนุนให้เด็กที่ด้อยโอกาสทำขึ้นเพื่อขายนักท่องเที่ยว ได้บรรยากาศดีๆ และความรู้สึกดีๆ ตั้งแต่เริ่มต้นทริปเลยเชียว